สถิติ
เปิดเมื่อ13/05/2011
อัพเดท15/05/2011
ผู้เข้าชม61280
แสดงหน้า78184
ปฎิทิน
May 2012
Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat
  
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
  
สมาชิก

สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
การดูแลดวงตา
แบ่งปันให้เพื่อน เมื่อ 18/05/2011 อ่าน 385

การดูแลสุขภาพตา

ดวงตาเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญมากของมนุษย์ ในการเป็นประตูเปิดทางติดต่อสื่อสารกับผู้คนและสิ่งแวดล้อม  ทำให้เราได้เพลิดเพลินกับความบันเทิงต่างๆ  การท่องเที่ยว รวมถึงการศึกษาหาความรู้ต่างๆ  ดังนั้นบทความต่อไปนี้ จึงเป็นการรวบรวมความรู้ที่จะเป็นประโยชน์ในการรักษาสุขภาพดวงตาของเราในกรณีต่างๆ

เด็ก

เด็กแม้ยังตัวเล็ก ก็อาจมีปัญหาทางตาเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ได้ เช่น โรคต้อกระจก ต้อหิน สายตาสั้น สายตายาว  และสายตาเอียง เป็นต้น  ดังนั้นในกรณีต่อไปนี้ อาจต้องสงสัยว่าเด็กจะมีปัญหาเรื่องการมองเห็น เช่น
  • เด็กอายุ 2-3 เดือนขึ้นไป  ยังไม่มองหน้าแม่ หรือไม่ตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม คล้ายมองไม่เห็น
  • เด็กในวัยเข้าเรียนที่ดูหนังสือหรือโทรทัศน์ใกล้มากผิดปกติ เอียงคอมอง หยีตามอง กระพริบตาบ่อย อาจมีปัญหาทางสายตาสั้น ยาว เอียง หรือสาเหตุอื่น ก็ควรพาไปพบจักษุแพทย์

ผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นประจำ

จะมีปัญหาเรื่องปวดเมื่อยล้าตา  หรือแสบเคืองตาจากอาการตาแห้งได้  ดังนั้น
  1. ควรพักสายตาโดยทำอะไรก็ได้ที่ไม่ต้องมองใกล้ (1-2 ฟุต) ประมาณ 5-10 นาทีต่อการทำงานคอมพิวเตอร์1 ชั่วโมง เพื่อลดการเพ่งของสายตาบ้าง จะช่วยคลายการปวดเมื่อยล้าตาได้
  2. ด้านหลังจอคอมพิวเตอร์ไม่ควรมีแสงสว่างมาก เพราะจะรบกวนการมองจอคอมพิวเตอร์ เช่นไม่ควรตรงกับหน้าต่าง
  3. ศีรษะของเราควรอยู่สูงกว่าจอคอมพิวเตอร์เล็กน้อย จะได้ไม่ต้องเงยหน้ามองคอมพิวเตอร์ ซึ่งทำให้เมื่อยล้าง่าย
  4. ถ้ามีอาการตาแห้ง เช่น แสบเคืองตา ให้กระพริบบ่อยขึ้นเพื่อกวาดน้ำตามาเคลือบผิวตา หรือพักการใช้คอมพิวเตอร์เป็นระยะ ถ้ายังมีอาการมาก การใช้น้ำตาเทียมหยอดตาจะช่วยบรรเทาอาการได้
  5. อาจมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของสายตาก็ได้ที่ทำให้ปวดเมื่อยล้าตาง่าย เช่น คนสายตาเอียง หรือ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป ซึ่งจะมีปัญหาเวลามองใกล้ การใส่แว่นตาจะช่วยแก้ปัญหาได้

การตรวจสุขภาพตา

  1. ผู้มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจวัดความดันลูกตาอย่างน้อยปีละครั้งเพื่อตรวจหาต้อหิน โดยเฉพาะผู้ที่มีบุคคลในครอบครัวเป็นต้อหิน เพราะบางคนอาจเป็นต้อหินได้โดยไม่รู้ตัว ซึ่งถ้าปล่อยไว้โดยไม่ได้รักษาเป็นเวลานานจะทำให้สายตาเสื่อมลงหรือบอดได้  และไม่สามารถรักษาให้สายตากลับมามองเห็นได้
  2. ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น เบาหวาน ควรตรวจจอประสาทตาเพื่อดูว่ามีเบาหวานขึ้นตาหรือไม่ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ตั้งแต่พบว่าเป็นเบาหวาน  ยกเว้นในผู้ที่เป็นเบาหวานตั้งแต่อายุน้อยกว่า 30 ปี ถ้าไม่มีตามัวลงผิดปกติ อาจรอ 5 ปี ค่อยเริ่มตรวจเป็นประจำปีละครั้งก็ได้  ถ้าจักษุแพทย์พบมีเบาหวานขึ้นตา การยิงเลเซอร์ที่จอประสาทตาอาจจะช่วยให้ในระยะยาวมีสายตาที่ดีกว่าผู้ที่ไม่ได้ยิงเลเซอร์ แต่ไม่ได้ทำให้สายตาเห็นชัดขึ้น  ที่สำคัญคือควรรักษาระดับน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิต และไขมันในเลือดให้อยู่ในระดับปกติอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวานขึ้นตาได้ดี

อุบัติเหตุกับดวงตา

การป้องกันอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นกับดวงตา เช่น
  •  การคาดเข็มขัดนิรภัยเวลาขับรถ  ไม่ขับรถเวลาเมาหรือง่วงนอน เพราะในกรณีเกิดอุบัติเหตุ ใบหน้าอาจกระแทกกับกระจกหน้ารถทำให้ตาบอดทั้งสองข้างได้
  •  การหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด  ลม  ฝุ่น อาจโดยการใส่แว่นกันแดดกันลมบ้าง
  • การใส่แว่นตาป้องกันเวลาทำงานที่อาจมีวัตถุแปลกปลอมกระเด็นเข้าตา  เช่น การตอกตะปู การใช้รถตัดหญ้า การเจียรเหล็ก เป็นต้น
  • การใช้แว่นตาป้องกันแสงรังสีขณะเชื่อมเหล็ก จะช่วยป้องกันกระจกตาอักเสบจากรังสีอุลตร้าไวโอดเล็ตได้
  • ในเด็กควรระวังการเล่นกับไก่หรือนกที่อาจจิกกระจกตาแตกได้ รวมทั้งการเล่นกับสุนัข อาจถูกสุนัขกัดบริเวณเปลือกตาและท่อน้ำตาขาดได้
  • ถ้ามีน้ำยาหรือสารเคมีเข้าตาให้รีบล้างตาด้วยน้ำสะอาดใกล้ตัว เช่นน้ำประปาเพื่อลดปริมาณสารเคมีในตาลงบ้างจะช่วยลดความรุนแรงได้ดีขึ้น

อันตรายจากยาหยอดตา

  • ถ้าซื้อยาหยอดตาเองตามร้านขายยา ต้องระวัง เพราะหากท่านได้ยาบางประเภท เช่น ยาสเตียรอยด์  ถ้าใช้หยอดตาไม่ถูกวิธีหรือหยอดเป็นเวลานาน อาจทำให้มีการติดเชื้อแทรกซ้อนที่ตา หรือทำให้เป็นต้อกระจกเเละต้อหินได้
  • ยาน้ำหยอดหูบางชนิดที่เขียนให้หยอดตาร่วมด้วย อาจนำมาใช้หยอดตาได้ แต่ถ้าระบุไว้เป็นเฉพาะยาหยอดหู ห้ามนำมาใช้หยอดตา เพราะอาจเป็นอันตรายต่อดวงตาได้